นักวิจัย มทร.ธัญบุรี เจ๋ง คิดแผ่นฟิลม์สมุนไพรพญายอรักษาแผลในปากผู้ป่่วยมะเร็ง

 สุดยอด 2 สมุนไพรไทย “พญายอ-ว่านมหาเมฆ” โดยนักวิจัย มทร.ธัญบุรี คิดค้นแผ่นฟิล์มรักษาแผลช่องปาก ผู้ป่วยโรคมะเร็ง กินข้าวไม่ได้ รวมถึงรักษางูสวัด ได้อย่างเห็นผล จากพญายอ เตรียมยื่นจดสิทธิบัตร ต่อยอดในเชิงพาณิชย์ ขณะที่ทีมวิจัยมหาวิทยาลัยนเรศวร พิษณุโลก ศึกษาสุดยอด “ว่านมหาเมฆ” บำรุง-กระตุ้น ช่วยผมขึ้นใหม่ สำหรับผู้ชายมีปัญหาศีรษะล้าน แถมสรรพคุณชะลอการเจริญของขนรักแร้ ในผู้หญิงได้อย่างน่าอัศจรรย์
เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ภญ.เอมอร ชัยประทีป อาจารย์วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย นักวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่า ได้คิดค้นการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ “แผ่นแปะผิวหนังจากสารสกัดใบพญายอ เพื่อบรรเทาอาการทางระบบผิวหนัง” และ “แผ่นฟิล์มยึดติดเยื่อบุเมือกเพื่อรักษาแผลในช่องปาก” จากสมุนไพรพญายอ เนื่อง จากพบสรรพคุณรักษาและลดอาการอักเสบ ฆ่าเชื้อไวรัสได้เป็นอย่างดี เพื่อใช้ทดแทนยาแผนปัจจุบัน ที่ส่วนใหญ่เป็นครีมยา มีส่วนผสมสาร สเตียรอยด์ ใช้นาน ๆ เกิดผลข้างเคียง ผิวหนังบางแพ้ง่าย หรือยาที่ใช้ไม่ได้ผล เพราะว่าดื้อยา ตลอดจนถ้าใช้ในกลุ่มของเด็กเล็กอาจเผลอเข้าปาก เป็นอันตรายต่อเด็ก จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์สารสกัดจากใบพญายอขึ้นมา สำหรับแผ่นแปะผิวหนังสารสกัดใบพญายอจะช่วยบรรเทาอาการทางระบบผิวหนัง สามารถรักษางูสวัด ผดผื่นแพ้คัน แมลงสัตว์กัดต่อย วิธีใช้นำแผ่นมาแปะบริเวณที่มีอาการ เปลี่ยนทุก 4 ชั่วโมง

          ภญ.เอมอร กล่าวอีกว่า ส่วนแผ่นฟิล์มยืดติดเยื่อบุเมือกเพื่อรักษาแผลในช่องปาก ได้แนวคิดมาจาก “วุ้นชุ่มปาก” โครงการในพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ท่านต้องการช่วยผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก จึงอยากวิจัยและพัฒนาช่วยผู้ป่วยมะเร็งที่มีแผลในช่องปากจากการฉายแสง และเคมีบำบัด โดยคนไข้มะเร็งร้อยละ 70 จะเกิดแผลในช่องปาก ทรมาน กินไม่ได้ จากการศึกษาและค้นคว้าหาข้อมูลพญายอเป็นสมุนไพรไทยที่มีสรรพคุณรักษาแผลในช่องปาก จึงได้วิจัยและพัฒนาแผ่นฟิล์มยึดติดเยื่อบุเมือก รักษาแผลในช่องปาก ลักษณะเป็นแผ่นฟิล์ม กลืนได้ไม่เป็นอันตราย แปะในช่องปาก 1 ชั่วโมงจะละลาย ปัจจุบันได้วิจัยและพัฒนารสมินต์กลบกลิ่น และความขมของพญายอ อนาคตจะพัฒนาเป็นรสช็อกโกแลต ซึ่งทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์ใช้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ สามารถนำมาใช้แทนยาแผนปัจจุบัน ลดการนำเข้ายาแผนปัจจุบัน ส่งเสริมการนำสมุนไพรไทยมาใช้ประโยชน์ อย่างไรก็ตามผลิตภัณฑ์ทั้งสองอยู่ในขั้นดำเนินการจดสิทธิบัตร ยังไม่มีวางจำหน่าย หากผู้ประกอบการที่ต้องการนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มได้ที่ วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี 0-2592-1999 ต่อ 1112
ขณะเดียวกัน รศ.ดร.กรกนก อิงคนินันท์ เมธีวิจัย หัวหน้าศูนย์เทคโนโลยีสมุนไพร (Bioscreening Unit) คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก พร้อมด้วย ดร.จักรรินทร์ ศรีวิไล นักวิจัยร่วมกันเสนอผลงานการแพทย์แผนไทย สำหรับสุขภาพคนไทยในอนาคต โดยเฉพาะผลงานวิจัย “ผลิตภัณฑ์บำรุงผมที่กระตุ้นการขึ้นใหม่ของผมและผลิตภัณฑ์ชะลอการเจริญของขนรักแร้และขนตามร่างกาย” โดย รศ. ดร.กรกนก กล่าวว่า หลังจากพบว่าภาวะผมร่วงเป็นปัญหาต่อบุคลิกภาพและความมั่นใจ โดยสาเหตุหนึ่งมาจากฮอร์โมนเพศชาย ไดไฮโดรเทสโทสเตอโรน (DHT) ที่ส่งผลกระตุ้นให้ผมร่วง การใช้สารต้านเอนไซม์ไฟว์แอลฟารีดักเทสที่เปลี่ยนเทสโทสเตอโรน เป็น DHT จึงมีศักยภาพที่จะใช้รักษาภาวะผมร่วงจากฮอร์โมนเพศชายได้ ซึ่งการวิจัยพบว่าสารสกัดจากว่านมหาเมฆ พืชวงศ์เดียวกับขมิ้น มีฤทธิ์ต้านฮอร์โมนเพศชาย ด้วยกลไกยับยั้งเอนไซม์ไฟว์แอลฟารีดักเทส โดยสารหลักที่ออกฤทธิ์สูงสุดคือ “เจอมาโครน”
รศ.ดร.กรกนก กล่าวอีกว่า คณะวิจัยได้ศึกษาคุณสมบัติทางเคมี และกายภาพ พัฒนาผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม สำหรับผู้มีปัญหาศีรษะล้าน โดยนำว่านมหาเมฆที่ชาวเขาในหมู่บ้าน เข็กน้อย ต.เข็กน้อย อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ นำมาทำการวิจัยซึ่งปกติชาวเขาจะปลูกว่านมหาเมฆ สำหรับกินต้ม เพื่อบำรุงกำลังของผู้ชายเท่านั้น จึงนำมาวิจัยต่อยอดทางความคิด ผลการทดสอบพบว่าไม่มีปัญหาด้านการระคายเคืองต่อผิว ขณะที่ประสิทธิภาพเชิงคลินิก ในอาสาสมัครชาย 87 คน ที่ศีรษะล้าน โดยสุ่มเทียบกับยาหลอก และยาไมน็อกซิดิล ซึ่งเป็นยากระตุ้น การเจริญของผม พบว่าสารสกัดนี้ช่วยเพิ่มการเจริญของผมอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มยาหลอก และแสดงผลเทียบเท่ากับไมน็อกซิดิล แต่ผลจะดียิ่งขึ้นถ้าใช้สารสกัดร่วมกับยาดังกล่าว งานวิจัยนี้จึงแสดงถึงศักยภาพในการนำสารสกัดว่านมหาเมฆมาประยุกต์ใช้ประโยชน์ในผลิตภัณฑ์กระตุ้นการเจริญของผม โดยคณะนักวิจัยได้จดสิทธิบัตร ในปี 2559 ที่ผ่านมา
ดร.จักรรินทร์ กล่าวเสริมว่า จากการศึกษาฤทธิ์ว่านมหาเมฆ นอกจากสามารถยับยั้งศีรษะล้านในผู้ชายและยังไม่มีผลต่อสุขภาพ ผู้ใช้อีกด้วยแล้ว ยังพบว่ายับยั้งการเจริญของขนรักแร้อีกด้วย ซึ่งผลการประเมินประสิทธิ ภาพในเชิงคลินิกในอาสาสมัครหญิง 30 คน ทั้งศึกษาแบบสุ่มและควบคุมด้วยยาหลอก พบว่าอัตราการเจริญของขนรักแร้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทีมวิจัยจึงได้พัฒนาโรลออน สำหรับชะลอการเจริญของขนรักแร้ หลังจากใช้ผลิต ภัณฑ์ไป 4 สัปดาห์ เมื่อเทียบกับยาหลอก ถือว่าได้ผลดีเกินคาด สามารถลดการเกิดขนที่รักแร้ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย.

แสดงความคิดเห็น

[fbcomments count="off" num="5"]