มทร.ธัญฯพัฒนาระบบวิเคราะห์-แจ้งเตือนสภาพดินในสวนทุเรียน

เดลินิวส์ (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
“หอมมันนำ หวานตาม เมล็ดลีบ” คือคำจำกัดความที่ผู้บริโภคมีให้กับทุเรียนหมอนทองของ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ที่ชาวสวนทุเรียนของที่นี่ กำลังจะมีเครื่องมือใหม่ มาช่วยรักษาชื่อเสียงของทุเรียนเมืองปทุมแห่งนี้ให้คงอยู่ต่อไป
จากการลงพื้นที่เพื่อพูดคุยปัญหากับในชุมชนหนองเสือ ภายใต้ชุดโครงการ “การพัฒนาระบบการจัดการเชิงพื้นที่ด้วยการใช้นวัตกรรม : เพิ่มประสิทธิ ภาพการบริหารจัดการของ เสียและสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ในเขตพื้นที่จังหวัดปทุมธานี” ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีธัญบุรี (มทร.ธัญ บุรี) โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เมื่อต้นปี 60 ทำให้กลุ่มผู้วิจัยจากคณะวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยี ได้รับรู้จากชาวสวนทุเรียนอำเภอหนองเสือว่า หนึ่งในปัญหาของการปลูกทุเรียนที่นี่ก็คือ ปัญหาปลายใบไหม้และร่วงหล่นจากต้นในช่วงทุเรียนออกผลอ่อน ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพของทุเรียนอ่อนที่เกษตรกรกำลังเฝ้าดูแลอยู่ เพราะทุเรียนต้นนั้นจะเกิดการแตกใบอ่อน ทำให้ผลทุเรียนอ่อนที่กำลังเติบโตได้รับสารอาหารน้อยลง
อ.ปองพล นิลพฤกษ์ หนึ่งในทีมวิจัย กล่าวว่า จากข้อมูลทางวิชาการและการพูดคุยกับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในพื้นที่ ต.บึงกาสาม อ.หนองเสือ ทำให้ทราบว่า อาการปลายใบทุเรียนไหม้ คือการที่ต้นทุเรียนฟ้องให้เรารู้ว่าขาดน้ำมาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งการขาดน้ำของต้นทุเรียนส่วนใหญ่เกิดจากสภาพดินที่มีน้ำน้อยเกินไป (ไม่เพียงพอกับความต้องการของต้นทุเรียน) ซึ่งการแก้ปัญหาเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ส่วนการเดินตรวจดูสภาพแปลง สภาพต้น รวมถึงการขุดดินขึ้นมาดูด้วยตาเปล่า ก็ต้องทำอย่างสม่ำ เสมอและต้องเป็นผู้มีประสบการณ์ ซึ่งอาจมีความคลาดเคลื่อนได้
นั่นจึงเป็นที่มาของงานวิจัย “ระบบตรวจวัดและแจ้งเตือนสภาพดินในสวนทุเรียนแบบอัตโนมัติ กรณีศึกษา ต.บึงกาสาม อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี”ระบบนี้เป็นการนำความรู้ความเชี่ยวชาญของทีม วิจัยด้านคอมพิวเตอร์ ทั้งด้านระบบตรวจวัด และการเชื่อมต่อการส่งข้อมูลแบบไร้สาย พัฒนาเป็นอุปกรณ์ขนาดฝ่ามือ ที่นอกจากวัดค่าความชื้นในดินได้แล้ว ยังมีเซ็นเซอร์วัดค่าความเป็นกรดด่างเพิ่มให้ด้วย เพราะจะมีความสัมพันธ์กับความชื้น ซึ่งมีผลต่อสุขภาพของต้นทุเรียนได้ เพราะเชื้อราหลายชนิดที่เจริญได้ดีในดินที่เป็นกรดหรือด่างมากเกินไป และสามารถทำให้ต้นทุเรียนเกิดโรคได้” อ.ปองพล กล่าว
อ.ปองพล กล่าวอีกว่า สิ่งที่เป็นหัวใจของระบบนี้ก็คือ ระบบการส่งข้อมูล ที่เกษตรกรเจ้าของสวนมีเพียงอินเทอร์เน็ตบ้านและอุปกรณ์สื่อสารไร้สาย ก็สามารถรับข้อมูลจากอุปกรณ์เซ็นเซอร์ เพื่อส่งต่อให้ไปที่เซิร์ฟเวอร์ ที่ มทร.ธัญบุรีได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้เกษตรกรสามารถรู้ค่าความชื้น และความเป็นกรดด่างได้ทันที ผ่านแอพพลิเคชั่น Smart Durian บนมือถือของตนเอง อ.กีรติบุตร กาญจนเสถียร หนึ่งในทีมวิจัยกล่าวเสริมว่า ด้วยแอพพลิเคชั่น ‘Smart Durian” ที่พัฒนาขึ้นนี้นอกจากชาวสวนทุเรียนสามารถดูค่าความชื้นในดินและตัวเลขอื่น ๆ ณ เวลานั้น ผ่านมือถือของตนเองได้ในทันทีแล้ว คณะวิจัยยังนำค่าที่ได้จากเซ็นเซอร์ มาประมวลเทียบกับข้อมูลวิชาการ เพื่อดูว่าระดับความชื้น หรือค่าความเป็นกรดด่าง อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมกับความต้องการจริงของทุเรียนมากน้อยเพียงใด มาทำเป็นภาษาที่เข้าใจง่าย เช่น ดินมีความชื้นมากไปหรือน้อยไป ดินเป็นกรดสูงเกินไปควรปรับปรุงดินแบบไหน เพื่อเป็นคำแนะนำให้เกษตรกรด้วย
ด้านนายสุพจน์ ตันพิชัย เกษตรกรที่นำระบบไปทดลองใช้ กล่าวว่า ระบบนี้ช่วยให้มีความมั่นใจมากขึ้นว่าควรจะให้น้ำกับทุเรียนในจุดนั้น ๆ มากขึ้นหรือน้อยลง ที่สำคัญทำให้ไม่ต้องไปเดินตรวจสวนทุกครั้งที่จะให้น้ำ เพราะไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถรู้ได้ทันทีจากมือถือ สิ่งที่จะดำเนินการต่อคือการพัฒนาอุปกรณ์ดังกล่าวให้มีประสิทธิ ภาพมากขึ้น ทั้งการเพิ่มทางเลือกให้สามารถใช้ได้ทั้งไฟกระแสตรงจากแบตเตอรี่ หรือไฟฟ้ากระแสสลับจากไฟบ้าน (ปัจจุบันใช้ไฟจากโซลาร์เซลล์) การเพิ่มโหมดหลับลึก (deep sleep) หรือกำหนดให้ส่งข้อมูลเฉพาะผลตรวจที่มีค่าเปลี่ยนแปลงมากกว่าที่กำหนดไว้ เพื่อการประหยัดพลังงานให้กับระบบ สร้างระบบประมวลผลในส่วนกลางให้สามารถนำข้อมูลย้อนหลังมาเปรียบเทียบกับข้อมูลปัจจุบัน รวมไปถึงการต่อยอดไปใช้กับพืชชนิดอื่น ๆ ต่อไป.

แสดงความคิดเห็น

[fbcomments count="off" num="5"]