เล่าธรรมะผ่านฝีแปรงงานศิลป์ เดี่ยวแรกของ’สำราญเชื้อพันธ์’ ‘วงกลมและความเงียบ’

มติชน (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 06 เมษายน พ.ศ. 2562
พนิดา สงวนเสรีวานิช เรื่อง
ยิ่งยศ เอกมานะชัย ภาพ
ธรรมะเป็นเรื่องสากล ที่ใครๆ สามารถเข้าใจได้ แม้จะพูดกันคนละภาษาก็ตาม ศิลปะก็เช่นเดียวกันด้วยประสบการณ์ที่เคยพบเจอกับความทุกข์อย่างแสนสาหัส ทำให้เขาซึ่งขณะนั้นเป็นนักศึกษาศิลปกรรมศาสตรมหาบัณฑิต อนาคตไกล มีงานแสดงผลงานนิทรรศการทั้งงานจิตรกรรม และงานประพันธ์เพลงร่วมกับกลุ่มศิลปิน เป็นที่จับตามองของใครต่อใคร “สำราญ” วาดหวังว่าจะเดินทางไปศึกษาต่อดุษฎีบัณฑิต ด้านการประพันธ์เพลงในต่างประเทศ กลับตกหล่มชีวิต จึงหันไปอาศัยธรรมะเป็นที่พึ่ง เป็นเครื่องชี้นำแสงสว่างให้หลุดพ้นออกจากห้วงแห่งทุกข์
2 ปีของการครองผ้าเหลือง สำราญค่อยๆ สร้างงานศิลปะจากสิ่งที่อยู่ในใจ และค้นพบว่าเขาไม่เหมาะกับสมณะเพศ จึงลาสิกขาออกมาสร้างสรรค์งานเต็มตัว
นิทรรศการ “วงกลมและความเงียบ” ไม่เพียงเป็นนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของ สำราญ เชื้อพันธ์ นี่ยังเป็นครั้งแรกที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA Bangkok) ได้ต้อนรับศิลปินรับเชิญ โดยจัดแสดงระหว่างวันที่ 30 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2562
ในความว่างเปล่าเราได้ยินความเงียบ
เวลาแดดร่มลมตก ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัยคึกคักไปด้วยผู้คนที่เข้ามาทัศนางานศิลปะที่วิจิตรพิสดารฝีมือศิลปินชั้นครู จัดแสดงอย่างงดงามลงตัวตามห้องต่างๆ ไล่เรียงจากชั้นล่างขึ้นไปถึงชั้น 4
ที่น่าสนใจในเย็นนี้คือ การเปิดตัวของนิทรรศการใหม่ ผลงานการแสดงเดี่ยวครั้งแรกของ สำราญ เชื้อพันธ์ หัวข้อ “วงกลมและความเงียบ” ที่ถ่ายทอดความรู้สึกและประสบการณ์ชีวิตจากการศึกษาธรรมะ และนำมาหลอมรวมกับงานศิลปะของตนเองที่ประสบระหว่างการสร้างสรรค์ผลงานด้วยฝีแปรงที่ปาด
เป็นรูปวงกลมท่ามกลางพื้นที่ว่างเปล่าบนผืน ผ้าใบ
จะว่าเป็นงานศิลปะแบบนอกกรอบ แหกกฎเดิมๆ ของการสร้างงานก็ไม่ผิดนัก
ศิลปินเจ้าของผลงานอธิบายถึงที่มาของ “วงกลมและความเงียบ” มาจากความคิดที่ว่า เราอยู่กับความเงียบ แต่เราไม่สังเกต เหมือนพื้นที่ว่างเปล่ามันมีความเงียบ การที่ผมเอาพู่กันเขียนวงกลมก็เหมือนกับใจของเราที่มันเกิดการเสียดสีขูดขีดในจิตใจเรา การที่ผมเอาสีปาดลงไปบนกระดาษเกิดขึ้นโดยที่ผมไม่ได้คิดอะไร สิ่งเหล่านี้ที่ผมพยายามสร้างขึ้นมาเป็นงานศิลปะ
“เหมือนกับเวลาที่ท่านเงียบมันมีงานศิลปะเกิดขึ้น และความเงียบก็ไม่ได้หายไป” สำราญบอก
ขณะที่ บุญชัย เบญจรงคกุล ผู้ก่อตั้ง MOCA Bangkok ซึ่งเป็นประธานเปิดงานเปิดใจว่า งานของอาจารย์สำราญแม้จะเป็นงานที่เรายังไม่เคยสะสมงานของท่าน แต่ผมเข้าใจงานของอาจารย์ดี และเรื่องของการปฏิบัติธรรมผมก็เคยปฏิบัติอยู่จึงเข้าใจที่อาจารย์พูดว่า ข้างในวุ่นวายข้างนอกสงบ ข้างนอกสงบข้างในวุ่นวาย
“เป็นครั้งแรกที่มีศิลปินรับเชิญมาขอแสดงงานที่นี่ จึงคิดว่าน่าจะเป็นโอกาสเหมาะ เพราะปกติก็เหมือนกับทุกอย่างในโลกนี้ที่จะซ้ำๆ เหมือนการใส่เสื้อที่เรามักจะใส่ซ้ำๆ การที่เราให้คนที่มีศิลปะน่าชื่นชมมาจัดแสดงงานเป็นมิติใหม่ของ MOCA”
เสียงธรรมที่ก้องในทีแปรง
หลังการตัดริบบิ้นเปิดงาน สำราญเดินนำพาแขกเหรื่อภายในงานชมนิทรรศการชิ้นต่อชิ้น ไล่เรียงกันไปตั้งแต่งานเขียนพู่กันจากหมึกจีนสีเดียวตวัดผ่านความรู้สึกในจิตใจเป็นเส้นเป็นสาย
หลายๆ ชิ้นเล่นสีสันสีเดียว ชมพู เหลือง เขียว น้ำเงิน น้ำตาล ฯลฯ เมื่อพินิจใกล้ๆ จึงเห็นเส้นวงกลมจากทีแปรงที่วนเป็นวงกลมเชื่อมต่อกันจนเกิดเป็นงานศิลป์บนผืนผ้าใบใหญ่
สำราญเล่าถึงเบื้องหลังของการสร้างงานว่า ที่เห็นงานบางชิ้นเป็นสีเหลือง สีชมพู สีเขียว เป็นความรู้สึกที่อยู่ในใจของเรา บางครั้งรู้สึกปีติ บางครั้งมีความสุข บางครั้งว่างเปล่า บางครั้งเป็นรอยเล็กๆ แต่ว่างเปล่า บางครั้งสวย บางครั้งมืดมัว เหล่านี้เป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่ง (ที่เกิดขึ้น) แล้วก็สร้างงานนั้นขึ้นมา
ต้องเข้าใจว่าทุกสิ่งไม่มีอะไรมาก…งานที่นำมาจัดแสดงครั้งนี้ เป็นงานที่สร้างมาตั้งแต่ปี 2558 จนปี 2562 โดยหยิบเอางานเก่าที่เชื่อมโยงกันได้มาแสดง และเขียนเพิ่มเติมอีก 4 ภาพ เป็นงานใหม่ล่าสุด ใช้ชื่อภาพว่า Present หมายถึงปัจจุบัน
“อย่างปัจจุบันเรามีความรู้สึกตัว เราก็จะรู้จักปัจจุบัน เวลาเราหลงไป คิด และเรารู้ได้ เหมือนบางอย่างมันดับไป และเกิดภาวะของความรู้ตื่นขึ้นมา ผมก็เลยใช้ผลงานแทนการเล่าเรื่องว่าในชีวิตคนเรามันมีความตื่นรู้ขึ้นมาได้ด้วย เหมือนการประพันธ์เพลงที่จะมีโครงสร้างงานคล้ายๆ อย่างนี้ แต่พอผมหยิบ “ความเป็นพุทธ” ใส่เข้าไป ลักษณะเหมือนกับเราเข้าใจความรู้สึกตัว ผมจึงตั้งชื่องานว่า Present คือรู้จักปัจจุบัน”
ศิลปะกับเสียงเพลง โลกสองใบที่เชื่อมต่อกัน
สิ่งหนึ่งที่สร้างความแตกต่างระหว่างงานนิทรรศการของ สำราญ เชื้อพันธ์ กับงานแสดงศิลปะของศิลปินท่านอื่นๆ คือ “เสียงเพลง”
แขกที่เข้ามาร่วมชมงานนิทรรศการ “วงกลมและความเงียบ” ถ้าสังเกตจะได้ยินเสียงบรรเลงเพลงคลอเบาๆ ตลอด…เพลง “วงกลมและความเงียบ” ที่เจ้าของงานประพันธ์ขึ้นมาสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ
ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรก ถ้าไม่นับเพลง “ซิมโฟนี ลำนำ แห่งช้างสยาม” ที่เขาประพันธ์สำหรับวงออเคสตราของเขาที่ได้รับรางวัลวิทยานิพนธ์ยอดเยี่ยม จะพบว่านับตั้งแต่สำราญเริ่มศึกษาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ โดยการฟังพระธรรมเทศนาของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แห่งวัดสันติธรรม จนเกิดความซาบซึ้งในรสพระธรรม ก่อเกิดเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างงานศิลปะแต่นั้นเป็นต้นมา
ในปี 2551 ที่เขาร่วมแสดงนิทรรศการศิลปะกับกลุ่ม Opening ที่หอศิลป์สาธารณะ เกาะสมุย บทประพันธ์เพลงของเขาชื่อ “Marfa Light at Khong River” ได้รับการนำออกแสดงโดยวง Ensemble TIME จากสาธารณรัฐเกาหลี ในกิจกรรมเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ 50 ปี ไทย-เกาหลี
แล้วศิลปะกับการประพันธ์เพลงมาเชื่อมต่อกันได้อย่างไร? “ในการเรียนเราก็จะศึกษาพื้นผิว องค์ประกอบต่างๆ แล้วเราก็เอามาเชื่อมโยงกันได้ อย่าง บรรยากาศสี ก็เหมือนบรรยากาศดนตรี พื้นผิวเท็กซ์เจอร์ก็เหมือนกัน หยิบออกมาสร้างสรรค์เป็นภาพวาดได้” สำราญบอก และว่า
ผมเรียนคอนเทมโพรารี มิวสิก ที่ ม.จุฬาฯ อาจารย์จะให้ผมแต่งเพลง ผมก็ต้องคิดอะไรที่มันใหม่ออกมา สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ออกมา อย่างตัวโน้ตมันมีบันไดเสียง ถ้าผมแต่งตามบันไดเสียงมันก็จะกลายเป็นเพลงที่อยู่ในศตวรรษโรแมนติกบ้าง คลาสสิกบ้าง บาโรคบ้าง แต่ผมต้องการแต่งคอนเทมโพรารี มิวสิก ผมก็สร้างโน้ตตัวใหม่ขึ้นมาใหม่ คิดบันไดเสียงขึ้นมาใหม่สำหรับแต่งเพลง เหมือนกันเมื่อมาสร้างศิลปะ ผมก็ต้องคิดหาเทคนิคใหม่ การผสมสีใหม่ จนกระทั่งผมย้อนกลับไปหาสิ่งที่ผมเป็น คือการสร้างวงกลมมาตั้งแต่เด็ก แล้วผมก็เลยสร้างงานมาเป็นแบบนี้
คือเป็นงานโทนสีสีเดียวในพื้นที่ว่างเปล่า มีสีและร่องรอยของแปรง มาสร้าง เป็นงานต่อกันมาหลายๆ ชิ้น สุดท้ายก็จะมาถึงการเข้าใจในปัจจุบันด้วยใจของเราว่า “เมื่อเราเข้าใจปัจจุบันก็จะเกิดสภาวะที่มันตื่นรู้ขึ้นมา ผมก็เลยเอามาแปลเป็นภาษาศิลปะเพื่อจะสื่อกับคนดูว่า ในประเทศเรามันยังมีเรื่องพุทธศาสนาที่คนเราสามารถทำความเข้าใจได้” และเมื่อมาดูงานศิลปะ มันก็จะมีเรื่องแบบนี้ปรากฏในงานศิลปะด้วย
‘จิตใจ’ ก็เหมือน ‘วงกลม’ มีการเคลื่อนที่อยู่ตลอด
“แต่งเพลงแล้วจิตมันจะฟุ้งมากไป เวลาวาดรูปมีสมาธิ มีความสุขนะ” เพราะคำพูดประโยคนี้จริงๆ ที่ทำให้สำราญซึ่งมุ่งมั่นที่จะเป็นนักประพันธ์เพลงมาตั้งแต่แรก หลังจากสำเร็จปริญญาตรีศิลปบัณฑิต สาขาวิชาดนตรีสากล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และเข้าศึกษาต่อศิลปกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการประพันธ์เพลง จุฬากรณ์มหาวิทยาลัย มีความสามารถทั้งการเล่นเปียโนและไวโอลิน โดยตั้งความหวังว่าจะไปศึกษาต่อในระดับดุษฎีบัณฑิต ด้านการประพันธ์เพลงในต่างประเทศ
ที่สุดเมื่อได้ศึกษาธรรมกระทั่งสามารถพาตัวเองหลุดพ้นจากห้วงแห่งความทุกข์ของการอยากได้อยากมีแล้ว เขาเลือกเดินเข้าสู่เส้นทางของการเป็นศิลปินสร้างสรรค์งานศิลปะ
“ระยะหลังผมไม่ค่อยแต่งเพลง ทั้งๆ ที่ผมเรียนจบด้านแต่งเพลง แต่มาวาดรูปแทน เพราะมันทำให้ผมมีสมาธิอยู่กับตัวเองและสามารถเรียนธรรมะกับท่าน (หลวงพ่อปราโมช) ต่อไป”
สำราญเล่าถึงจุดตั้งต้นของ “วงกลม” ในงานศิลปะของเขา ว่ามีที่มาจาก
การที่เริ่มศึกษาศิลปะด้วยตนเอง
“ผมไม่ได้เรียนกับอาจารย์ไหน มันเหมือนกับผมรักที่จะวาดมัน สิ่งที่ง่ายที่สุดคือ หมึกกับพู่กันอันหนึ่ง ก็จะฝึกสมาธิ ฝึกการวาด เพราะว่าวงกลม เหมือนกับจิตใจของเรา เวลาที่มันปรากฏขึ้นมามันเป็นลักษณะของการหมุน มันมีการเคลื่อนไหวเหมือนการเคลื่อนที่ของวงกลม ลองหลับตาดูจะรู้สึกว่าเป็นวงกลม
“ผมมีความคิดนี้ตั้งแต่เด็กๆ แล้วผมก็ศึกษามันอยู่บ่อยๆ จึงถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในความคิดออกมาโดยเชื่อมโยงกับวงกลม”
เช่นเดียวกับงานอินสตอลเลชั่นชิ้นหนึ่งในงานที่จัดแสดงบนผนัง ลักษณะเหมือนจอภาพ มีวงกลมสีดำฉายภาพเคลื่อนไหวของพลุ รอบวงกลมเป็นเส้นแสงที่มีปลายสีชมพูอมม่วง
“มันเหมือนในใจของเราที่มีบางอย่างเข้ามาตลอดเวลา งานชิ้นนี้ผมก็ใช้เทคโนโลยีนี้สื่อสารความรู้สึก หรือปรากฏการณ์ที่มันอยู่กลางอก มันเป็นความบังเอิญ เหมือนเป็นศิลปะที่ไม่ได้ตั้งใจ วันนั้นผมเดินเล่นอยู่แล้วมีคนจุดพลุ ผมหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปทันที แล้ววันหนึ่งผมก็เห็นว่ามันเหมือนกับพลุที่มันอยู่ตรงอกผม มันพุ่งขึ้นมา แล้วผมก็เอามาเชื่อมโยงกับวงกลม โดยให้พื้นผิวดำๆ มันเหมือนใจของเราที่เวลามีสิ่งปรุงแต่งผุดขึ้นมาแล้วก็สลายไป” สำราญบอก
ไปรู้จักกับงานศิลปะนอกกรอบที่สะท้อนธรรมชาติในจิตใจมนุษย์ แก่นแห่งพุทธศาสนา และวิถีแห่งเซน ที่สำราญบอกว่า ในทุกพื้นที่บนผืนผ้าใบมีความเงียบ

แสดงความคิดเห็น

[fbcomments count="off" num="5"]