มติชน ฉบับวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
สภากาชาดไทยจับมือ อย. เปิดเว็บไซต์แจ้งยื่นครอบครอง’กัญชา’ 13-21 พ.ค.นี้ ลดภาระและความไม่สะดวกของปชช. ยันข้อมูลทั้งหมดเป็นความลับ ไม่มีย้อนหลังจับปรับหลังพ้นวันนิรโทษ
เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ที่ห้องประชุม 1209 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ศ.กิตติคุณ นพ.วงศ์สกุลพัทธ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา กรรมการสภากาชาดไทย นายอภิวัฒน์ เฟื่องฟู ทีมพัฒนาระบบอินเตอร์เน็ต นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และ น.ส.วรสุดา ยูงทอง ผู้อำนวยการกองส่งเสริมงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพในส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น/กองส่งเสริมการประกอบการผลิตภัณฑ์สุขภาพ ร่วมแถลงข่าวในหัวข้อ “การลงทะเบียนการใช้กัญชาทางอินเตอร์เน็ตเพื่อผู้ป่วยก่อนสิ้นวันนิรโทษกรรม” โดยทางทีมงานได้พัฒนาระบบลงทะเบียนทางอินเตอร์เน็ต เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการลงทะเบียนให้กับผู้ป่วยที่ใช้กัญชารักษาโรคขอนิรโทษกรรม ซึ่งมีนายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ประชาชนทั่วไป ผู้ป่วยและผู้เกี่ยวข้องร่วมงานแถลงข่าวจำนวนมาก
ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าวว่า ตามที่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา เปิดโอกาสให้สามารถนำกัญชาและพืชกระท่อมไปศึกษาวิจัยเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ และนำไปใช้ในการรักษาภายใต้การดูแลและควบคุมของแพทย์ได้ รวมถึงกำหนดให้มีการนิรโทษกรรมผู้ป่วยที่ใช้กัญชาเพื่อการรักษาโรคอยู่ในปัจจุบัน โดยให้มาลงทะเบียนขอนิรโทษกรรมที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) แต่เนื่องจากผู้ป่วยและญาติของผู้ใช้ยังมีความสับสนในการลงทะเบียน ความไม่สะดวกเดินทาง และกังวลว่าการลงทะเบียนจะทำให้ถูกจับกุม จึงมีผู้ป่วยมาลงทะเบียนน้อยกว่าความเป็นจริง โดยมีกำหนดเวลาแจ้งครอบครองในวันที่ 21 พ.ค.นี้ ทางคณะทำงานสภากาชาดไทยได้พัฒนาระบบการลงทะเบียนการใช้กัญชาทางอินเตอร์เน็ตขึ้น พร้อมประสานความร่วมมือกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ และจิตอาสาประชาชน ผ่านเว็บไซต์ www.cbd.org การจะเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 13-21 พ.ค.นี้ จากนั้นสภากาชาดไทยจะส่งข้อมูลให้กับ อย.ต่อไป
“คนที่เคยลงทะเบียนไปแล้วกับทางการสามารถลงใหม่ได้ ส่วนคนป่วยที่ครอบครองกัญชาและยังไม่ได้ลงทะเบียนกับทางการสามารถลงทางอินเตอร์เน็ตได้ และคนป่วยที่มีข้อจำกัดทางการรักษาแผนปัจจุบัน แต่อาจต้องใช้กัญชาสามารถลงทะเบียนนี้ได้เช่นกัน ขณะเดียวกัน คนป่วยที่ไม่สามารถหาใบรับรองแพทย์ได้ทันเนื่องจากแพทย์ไม่เข้าใจว่าคนป่วยต้องการเพียงการรับรองชื่อโรค และไม่ออกใบรับรองให้ หรือมีความไม่สะดวกเดินทางไปที่โรงพยาบาลเพื่อขอใบรับรองแพทย์เพียงฉบับเดียวสามารถลงทะเบียนออนไลน์ได้ แต่ข้อมูลที่แจ้งทั้งหมด ต้องเป็นความจริงทุกประการและยืนยันได้ ข้อมูลจะเป็นความลับ ที่สำคัญจะเป็นหลักฐานที่ทางการไม่สามารถมาจับปรับหลังจากพ้นวันนิรโทษกรรม ถือว่ามีความบริสุทธิ์ใจในการจดแจ้งแล้ว” ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าว
ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าวอีกว่า ประโยชน์ของการเก็บข้อมูลในครั้งนี้ จะทราบถึงข้อมูลจริง ปริมาณของพืชกัญชาที่ต้องใช้ในผู้ป่วย เพื่อหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจะได้จัดหากัญชาที่สะอาด บริสุทธิ์ และมีคุณภาพมาสกัดให้ตรงตามกลุ่มของผู้ป่วยในประเทศ ในอนาคตจะเป็นการรักษาระบบเดียวกัน คือ ควบรวมแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทย และหมอพื้นบ้าน เภสัชกร และบุคลากร ทางสาธารณสุข ชมรมและเครือข่ายใต้ดิน ให้ทำงานด้วยกันได้ทุกพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับกัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทย
ด้านนายอภิวัฒน์กล่าวว่า การเข้าสู่เว็บไซต์เพื่อลงทะเบียนได้ผ่านทางคิวอาร์โค้ด และเว็บไซต์ www.cbd.org และเมื่อเข้าสู่เว็บไซต์แล้วให้กดยื่นเอกสารใหม่ ขั้นตอนดังนี้ 1.การ กรอกข้อมูลส่วนบุคคล เลือกจังหวัดที่พักปัจจุบัน ถ่ายภาพหรือแนบไฟล์บัตรประชาชน 2.การกรอกข้อมูลอาการป่วย โดยเลือกโรคหรืออาการที่ป่วย หากไม่มีสามารถเลือกอื่นๆ หรือพิมพ์โรคหรืออาการ 3.การกรอกข้อมูลใบรับรองแพทย์ เลือกรูปแบบของใบรับรองแพทย์ที่มีรายละเอียดชื่อผู้ประกอบวิชาชีพ ระบุเลขใบประกอบวิชาชีพ ถ่ายหรือแนบไฟล์ใบรับรองแพทย์ 4.การกรอกข้อมูลการครอบครอง เลือกรูปแบบของการครอบครองของตนเอง หากไม่มีสามารถระบุได้ตามตัวเลือก สามารถเลือกอื่นๆ และระบุปริมาณที่ถูกต้องได้ เลือกประเภทของกัญชาที่ครอบครอง ระบุจำนวนบรรจุภัณฑ์ (สามารถเลือกหน่วยได้) ระบุปริมาณต่อ 1 บรรจุภัณฑ์ (สามารถเลือกหน่วยได้) อัพโหลดรูปการครอบครอง ส่วนกรณีที่ผู้ป่วยไม่มีใบรับรองแพทย์และต้องการใช้ในอนาคตก็สามารถลงทะเบียนได้ ในใบรับรองแพทย์ดังกล่าวไม่จำเป็นต้องระบุว่าเพื่อขอใช้กัญชาทางการแพทย์ และ 5.การยืนยันข้อมูล คือ การตรวจสอบข้อมูลที่กรอกให้ถูกต้อง เลือกจังหวัดที่ประสงค์ไปรับเอกสาร ถ่ายหรือแนบไฟล์เอกสารบันทึกแจ้งการครอบครองกัญชาตัวจริง หลังจากกดยืนยันแล้วจะได้เลขรหัส 4 ตัว โดยมี 1 รหัสต่อ 1 คน ก่อนจะนำเลขดังกล่าวกรอกเข้าสู่เว็บไซต์ พร้อมใส่รหัสดังกล่าว เพื่อตรวจสอบข้อมูลสถานะเอกสาร เมื่อลงทะเบียนแล้วข้อมูลที่ลงทะเบียนจะถูกเก็บรักษาเป็นความลับ
นพ.สุรโชคกล่าวว่า อย.ได้ร่วมกับ รพ.จุฬาลงกรณ์ เพิ่มช่องทางรับแจ้งการครอบครองกัญชาผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ระหว่างวันที่ 13-21 พ.ค. สภากาชาดไทยจะส่งข้อมูลมายัง อย. เมื่อผู้ป่วยลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ให้ผู้ป่วยมาติดต่อกับ อย.และยื่นแบบแจ้งการครอบครอง พร้อมเตรียมเอกสารให้ถูกต้อง ได้แก่ บัตรประชาชน เอกสารแจ้งการมีกัญชา เอกสารรับรองอาการเจ็บป่วยจากแพทย์ และนำกัญชาที่ใช้ในการรักษาไปด้วย หากมีปริมาณมาก สามารถใช้ถ่ายรูปเพื่อเจ้าหน้าที่จะได้ตรวจสอบและพิจารณารับแจ้งการครอบครองตามกฎหมายต่อไป
“การลงทะเบียนผ่านระบบอินเตอร์เน็ตเพื่อเป็นการยืนยันตัวตน และเพื่อให้ได้ข้อมูลในการจัดทำระบบฐานข้อมูลในการเตรียมผลิตสารสกัดกัญชาให้เพียงพอต่อผู้ป่วยในอนาคต และช่วยให้ได้ข้อมูลทั้งประเทศ” นพ.สุรโชคกล่าว
ด้าน ศ.กิตติคุณ นพ.วงศ์สกุลพัทธ์กล่าวว่า สาเหตุที่สภากาชาดไทยพยายามผลักดันงานที่เกี่ยวข้องกัญชา แม้กัญชาเดิมมีชื่อเสียว่าเป็นยาเสพติด แต่แท้จริงมีประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วย สภากาชาดไทยมีเจตนารมณ์ชัดเจนเพื่อช่วยผู้ทุกข์ยาก เด็ก คนสิ้นหวัง โดยเฉพาะผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้จากไปอย่างสงบ ไม่มีการเลือกปฏิบัติยืนยันจะไม่ทำเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจหรือเพื่อประโยชน์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ จะเสนอแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับกัญชาจะเสนอเข้าไปยังคณะกรรมการระดับผู้บริหารชุดใหญ่ในวันที่ 15-16 พฤษภาคมนี้ และเมื่อผ่านการเห็นชอบแล้วจะเสนอไปยังอุปนายิกาผู้อำนวยการ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ต่อไป
ด้าน นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า กรณี อย.ร่วมกับ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เพิ่มช่องทางในการรับแจ้งการผ่านทางอินเตอร์เน็ต ระหว่างวันที่ 13-21 พฤษภาคม เมื่อผู้ป่วยลงทะเบียนในระบบเรียบร้อยแล้ว สภากาชาดไทยจะส่งข้อมูลไปยัง อย. จากนั้นให้ผู้ป่วยไปติดต่อที่ อย. และยื่นแบบแจ้งการครอบครองพร้อมเอกสารหลักฐานให้ถูกต้อง ครบถ้วน ได้แก่ บัตรประชาชน เอกสารแจ้งการมีกัญชา เอกสารรับรองอาการเจ็บป่วยจากแพทย์ และนำกัญชาที่ใช้ในการรักษาไปด้วย หากมีปริมาณมาก สามารถใช้รูปถ่ายได้ เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้ตรวจสอบและพิจารณารับแจ้งการครอบครองตามกฎหมายต่อไป
“ปริมาณของกัญชาที่มีไว้ในครอบครองในการรักษาโรคเฉพาะตัว ต้องเหมาะสมกับลักษณะของโรค พิจารณาจากหลักฐานของผู้ประกอบวิชาชีพ และปริมาณที่จำเป็นต้องใช้ ต้องไม่เกิน 90 วัน นับแต่ที่ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 ใช้บังคับ หรือจนกว่าจะได้รับการรักษา และได้รับยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชา ที่สั่งจ่ายจากหน่วยงานของรัฐ สภากาชาดไทย หรือผู้ประกอบวิชาชีพที่มีใบอนุญาตตามที่กฎหมายกำหนด โดยสามารถครอบครองยากัญชานั้นต่อไปได้จนกว่าจะได้รับการจัดบริการในสถานพยาบาลแล้ว” นพ.ธเรศ กล่าว และว่า จำนวนการแจ้งครอบครองทั้งหมดจะเป็นฐานข้อมูลที่สำคัญในการใช้กัญชาทางการแพทย์ต่อไป
วันเดียวกัน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จ.ปทุมธานี ร่วมลงนามความร่วมมือ (MOU) กับบริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เพื่อศึกษาวิจัยกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์แบบครบวงจร ผนึกกำลังคัดสายพันธุ์ เพาะปลูก วิจัย และผลิตเป็นยารักษาโรค หวังเพิ่มทางเลือกผู้ป่วย โดยมีนายวิรัช โหตระไวศยะ รองอธิการบดี มทร.ธัญบุรี เป็นประธานการบันทึกข้อตกลงร่วมมือศึกษาวิจัยกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์แบบครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการคัดสายพันธุ์ ทดลองปลูกจริงบนพื้นที่ 60 ไร่ เพื่อคัดสายพันธุ์ที่เหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทย มาวิจัยร่วมกับวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยราชมงคลธัญบุรี เพื่อทำยาตำรับแผนโบราณ จนกระทั่งทำการผลิตเป็นยาสมุนไพรที่โรงงานเภสัชอุตสาหกรรมเจเอสพี นับเป็นจุดเริ่มต้นของภาควิชาการและภาคเอกชนที่ลงตัว เสริมจุดแข็งทั้งงานวิจัย และโรงงานผลิตยาที่ได้มาตรฐาน คาดใช้เวลาวิจัยร่วมกัน 3 ปี เพื่อให้ได้ยาสมุนไพรที่ดีที่สุดสำหรับคนไทย
