
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2560
เป็นประเด็นที่น่าจับตา หลังกลุ่มพนักงานมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไล่ตั้งแต่ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) หารือสำนักงบประมาณ เพื่อขอให้ทบทวนการเลื่อนเงินเดือนให้พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา
สาเหตุเพราะสำนักงบประมาณจัดสรรงบฯ ในการเลื่อนเงินเดือนให้พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา ปีงบประมาณ 2560 ในอัตราร้อยละ 4 ส่วนข้าราชการ ร้อยละ 6
ทำให้กลุ่มพนักงานมหาวิทยาลัยรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม
อีกทั้งบางแห่งเมื่อมีการพิจารณาปรับเลื่อนเงินเดือนจริง กลับเพิ่มเพียง 80% ของกรอบดังกล่าว
นายรัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ปรึกษาที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) เล่าถึงสาเหตุของปัญหานี้ว่า ตนในฐานะประธาน ทปสท. ขณะนั้น ได้รับการร้องเรียนจากทั้งพนักงานมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งว่า ในปีงบประมาณ 2560 ที่ผ่านมา สำนักงบประมาณได้จัดสรรงบประมาณเพื่อเลื่อนเงินเดือนประจำปีของพนักงานมหาวิทยาลัย ให้กับสถาบันอุดมศึกษา โดยกำหนดกรอบเพียง 4% แต่จ่ายจริงเพียง 80% ของกรอบดังกล่าว
ซึ่งส่งผลกระทบและความเดือดร้อนแก่พนักงานที่บางคนได้เลื่อนเงินเดือนต่อปีเพียง 300-400 บาท จึงได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังนายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2560
ต่อมาเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2560 ได้รับหนังสือตอบชี้แจงจากผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 ก็ได้รับหนังสือชี้แจงจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) โดยหนังสือทั้ง 2 ฉบับ มีใจความเหมือนกันสรุปว่า
เนื่องจากพนักงานมหาวิทยาลัยได้รับเงินเดือนมากกว่าข้าราชการ 1.5 เท่าในสายสนับสนุน และ 1.7 เท่าสำหรับสายวิชาการ การจัดสรรงบประมาณเพื่อเลื่อนเงินเดือนประจำปี 4% จะทำให้วงเงินในการเลื่อนใกล้เคียงกับของข้าราชการ
ทั้งที่ในปีก่อนๆ ได้รับการจัดสรรให้ 6% เท่ากับข้าราชการ
ทั้งนี้ พวกตนเห็นว่าวิธีคิดในการจัดสรรดังกล่าวไม่ถูกต้อง และไม่เป็นธรรมกับพนักงาน เนื่องจากพนักงานต้องรับผิดชอบภาระด้านสวัสดิการทุกอย่าง ทั้งการรักษาพยาบาล การสงเคราะห์บุตร กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ฯลฯ เองทั้งหมดจากเงินดังกล่าว ซึ่งแตกต่างจากข้าราชการ ที่รัฐจัดสวัสดิการต่างๆ ให้
ดังนั้น เมื่อเร็วๆ นี้จึงได้ประชุมร่วม 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ (CHES) ที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปอมท.) และ ทปสท. โดยมีตัวแทนหลายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศเข้าร่วม
ที่ประชุมมีมติขอให้มีการทบทวนการจัดสรรงบประมาณในกรณีดังกล่าวจากรัฐบาล
ซึ่งพวกตนจะได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
รวมทั้งจะขอเข้าพบเพื่อชี้แจงผลกระทบและความเดือดร้อนโดยตรงกับผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ หากปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับการเหลียวแลแก้ไข พวกตนและพนักงานมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ก็คงจะต้องออกมาเคลื่อนไหว
เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมต่อไป
นายสุมิตร สุวรรณ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ คณะศึกษาศาสตร์และพัฒนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) หนึ่งในแกนนำกลุ่มพนักงานมหาวิทยาลัย เห็นตรงกันว่า การเลื่อนเงินเดือนในปีนี้ไม่เป็นธรรมกับพนักงานมหาวิทยาลัย
เหตุผลที่พนักงานมหาวิทยาลัยได้รับเงินเดือนมากกว่าข้าราชการ เพราะได้สวัสดิการไม่เท่าข้าราชการ ไม่มีเงินบำเหน็จบำนาญ
ดังนั้น รัฐจึงให้เงินเดือนมากกว่า เพื่อให้พนักงานบริหารจัดการออมเงินไว้ใช้ตอนเกษียณอายุราชการเอง และหากรัฐบาลให้ขึ้นเงินเดือนแบบนี้อีกไม่เกิน 20 ปี เงินเดือนข้าราชการจะแซงหน้าพนักงานมหาวิทยาลัย เท่ากับว่ารัฐบาลหลอกให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ให้คนออกจากราชการมาเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย เพื่อลดงบฯ ในการจ่ายเงินหลังเกษียณ อยากให้ ทปอ., ทปอ.มรภ. และ ทปอ.มทร. รัฐมนตรีว่าการ ศธ. สกอ. ซึ่งเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย พูดคุยกับสำนักงบประมาณ และกระทรวงการคลัง (กค.) เพื่อไม่ให้พนักงานมหาวิทยาลัยเสียโอกาส
ขณะที่ นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในฐานะประธาน ทปอ. เปิดทางโดยอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาพูดคุย วางแนวทางในการแก้ปัญหา ซึ่งตนยินดีให้ความช่วยเหลือ
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการปรับเพิ่มเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัยนั้น แต่ละแห่งไม่เหมือนกัน เท่าที่ดูของ สจล. ไม่มีปัญหา แต่ที่อื่นไม่แน่ใจ ในฐานะประธาน ทปอ. ยินดีที่จะเข้าไปช่วยแก้ไข แต่อยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาพูดคุยรายละเอียด เพื่อจะได้ทราบข้อมูล และวางแนวทางแก้ไขต่อไป
นายประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดี มทร.ธัญบุรี และเลขานุการ ทปอ.มทร. บอกตรงกันว่า ที่สำนักงบประมาณจัดสรรงบฯ เพื่อเลื่อนเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัยที่ 4% ส่วนข้าราชการ 6% ค่อนข้างไม่เป็นธรรม ซึ่งในส่วนของมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ และขนาดกลาง อาจไม่มีปัญหา เพราะสามารถใช้เงินรายได้มหาวิทยาลัย หรือเงินกองทุนมาบริหารจัดการปรับเพิ่มเงินเดือนให้พนักงานมหาวิทยาลัยให้เกิดความเป็นธรรมได้
แต่มหาวิทยาลัยเล็กๆ ที่อาจารย์มีภาระงานในการสอน และมีความตั้งใจทำงานเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาเช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ อาจได้รับผลกระทบ
ในส่วนของ มทร.ธัญบุรี บริหารจัดการโดยใช้เงินกองทุนมาปรับเพิ่มเงินเดือนให้พนักงานมหาวิทยาลัย คิดว่าคงไม่กระทบ แต่ยอมรับว่าเป็นภาระด้านงบฯ ที่เพิ่มขึ้น
โดยตนจะสอบถาม มทร. อื่นๆ ว่ามีแนวทางการบริหารจัดการอย่างไร แต่เท่าที่ดูทุกแห่งคงใช้วิธีการบริหารจัดการภายในเช่นเดียวกัน เพื่อไม่ให้พนักงานมหาวิทยาลัยเดือดร้อน และเสียกำลังใจ เพราะขณะนี้ในมหาวิทยาลัยต่างๆ มีข้าราชการอยู่ไม่มากนัก อย่าง มทร.ธัญบุรี มีข้าราชการเหลือเพียง 20% เท่านั้น
“ผมเห็นว่าการจัดสรรงบฯ เพื่อเลื่อนเงินเดือนครั้งนี้ ไม่เป็นธรรม เกิดความลักลั่น และเพิ่มภาระ
ด้านงบฯ ให้มหาวิทยาลัย ซึ่งโดยหลักการสำนักงบประมาณควรจะจัดสรรงบฯ ในการเลื่อนเงินเดือนข้าราชการ และพนักงานมหาวิทยาลัยให้เท่ากัน เพราะถ้าคำนวณแล้ว แม้จะให้เท่ากันก็ใช้งบฯ ไม่มากนัก”
นายประเสริฐกล่าว
ทางด้านเสมา 3 อย่าง นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. รับลูก โดยจะเข้าไปดูในรายละเอียดฐานเงินเดือนระหว่างข้าราชการและพนักงานมหาวิทยาลัย ทั้งนี้เข้าใจว่า สำนักงบประมาณคำนวณจากฐานเงินเดือน ซึ่งพนักงานมหาวิทยาลัยจะได้รับเงินเดือนมากกว่าข้าราชการ 1.5-1.7 เท่า หากเลื่อนเงินเดือน 4% ก็จะเท่ากับ 6% ของข้าราชการ แต่สำนักงานประมาณ อาจจะลืมไปว่า 1.5-1.7 ที่พนักงานได้รับมากกว่า รวมเงินสวัสดิการต่างๆ ของพนักงานมหาวิทยาลัยเข้าไปด้วย ดังนั้น การเลื่อนเงินเดือนให้พนักงานมหาวิทยาลัยเพียง 4% อาจจะไม่เป็นธรรมเท่าที่ควร
“จากข้อมูล ตั้งแต่มหาวิทยาลัยออกนอกระบบมากขึ้น ข้าราชการได้ปรับฐานเงินเดือนไปแล้ว 2 รอบ ทำให้ขณะนี้ข้าราชการมีเงินเดือนมากกว่า หรือใกล้เคียงกับพนักงานมหาวิทยาลัย ขณะที่พนักงานมหาวิทยาลัยไม่มีสวัสดิการเท่ากับข้าราชการ ดังนั้น จะหารือเรื่องนี้กับ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. เพื่อพิจารณาข้อเรียกร้องของพนักงานมหาวิทยาลัย และหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขให้เกิดความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย ไม่ให้ทุกคนเสียกำลังใจ” นพ.อุดมกล่าว
ต้องยอมรับว่า เรื่องเงินๆ ทองๆ ส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจคนทำงาน จากนี้ต้องรอดูว่า เสมา 3 อย่าง นพ.อุดม จะเรียกความเป็นธรรมให้กับกลุ่มพนักงานมหาวิทยาลัยได้มากน้อยแค่ไหน!