ทางรอด’วิกฤติ’อุดมศึกษา ผลิตคนตอบโจทย์ประเทศ

กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 06 มิถุนายน พ.ศ. 2561
ชุลีพร อร่ามเนตร
qualitylife4444@gmail.com

กรุงเทพธุรกิจ ปัญหาที่เกิดในแวดวงอุดมศึกษา คงต้องยอมรับความจริงว่าหลายเรื่องเข้าขั้นวิกฤติ ไม่ว่าจะเป็นธรรมาภิบาลของผู้บริหาร สภามหาวิทยาลัย การเปิดหลักสูตรที่ไม่มีคุณภาพ บัณฑิตจบออกมา ไม่มีคุณภาพ ทำงานไม่ได้ ตกงานเดินเตะฝุ่น ดังนั้นมหาวิทยาลัยต้องเปิดกว้าง จัดการเรียนการสอนร่วมกับภาคเอกชน เพราะอุตสาหกรรมเปลี่ยนไป ต้องให้เด็กไปเรียนในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น
ดังนั้นรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการผลิตกำลังคนรองรับกับ 10 อุตสาหกรรมขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 ซึ่ง นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ส่งไม้ต่อ นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ เดินหน้าโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ เพื่อสร้างกำลังคนที่มีสมรรถนะสูง และการปฏิรูปการอุดมศึกษาไทย (ปี 2561-2565 )
อุดมศึกษาผลิตคนตอบโจทย์ประเทศ
ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี กล่าวว่า รัฐบาลบริหารเชิงรุก พยายามใช้อุตสาหกรรมทันสมัยสร้างรายได้ สร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศทั้งหมด เพื่อดึงดูดการลงทุนมาในประเทศไทย ทำให้ไทยเป็นตลาดอาเซียน
“โจทย์สำคัญคือ แรงงานเข้าไปทำงานอุตสาหกรรมทันสมัยที่ต่างชาติเข้ามาลงทุน ทำให้ต้องการแรงงานพื้นฐานในประเทศ ตั้งแต่ระดับช่างเทคนิคและ ช่างชั้นสูง เมื่อรัฐบาลประกาศชัดเจนทำให้ต้องมีแรงงานรองรับอุตสาหกรรมเหล่านี้ สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งในการผลิตคือกำลังคน ไม่เช่นนั้นฐานการผลิตจะย้ายไปอยู่ประเทศ เพื่อนบ้าน ภาคการศึกษาจึงต้องกระโดดตาม โจทย์ของประเทศ และก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี การค้าการขาย และ สังคมดิจิทัล องคาพยพที่อยู่ในอุดมศึกษา อาชีวศึกษาต้องตอบโจทย์อุตสาหกรรมของประเทศ” ประเสริฐ กล่าว
รัฐต้องทุ่มงบ-วางแผนกำลังคน
อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวต่อว่า อุดมศึกษาต้องมีการพัฒนากำลังคน ยกระดับแรงงานที่มีอยู่ โดยต้องเปิดหลักสูตรระยะสั้น อบรมไอที อบรมบุคลากรเพื่อกลับไปสู่ภาคอุตสาหกรรม เมื่อรัฐบาลประกาศและเดินหน้าอย่างรวดเร็ว และอุดมศึกษาต้องเดินตาม เชื่อมโยงให้ทัน ซึ่งรัฐบาล ต้องหันกลับมาดูความพร้อมของอุดมศึกษา ส่งเสริมสนับสนุนที่จะสร้างกำลังคน งบประมาณให้มหาวิทยาลัยเป็นศูนย์ อบรมในการจัดซื้อเครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ ในการฝึกอบรมและการเรียนการสอนระยะยาว เพื่อพัฒนาคน ต่อยอดในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ
“มหาวิทยาลัยไม่เปลี่ยน เปลี่ยนไม่ทัน ขณะที่เด็กเปลี่ยนแล้ว ดังนั้นสถาบันการศึกษาต้องปรับเปลี่ยนการเรียนการสอน เป็นมหาวิทยาลัยนวัตกรรม พัฒนาวิจัย สิ่งประดิษฐ์ ผลิตบัณฑิต และวิธีการ สอนแบบปฏิบัติ เพื่อสร้างเด็กออกไป สร้างอาชีพ เป็นผู้ประกอบการ” ประเสริฐ กล่าว
แนะทางรอด “วิกฤติ” อุดมศึกษา
“การปรับตัวในอุดมศึกษา ไม่ว่าจะเป็นครู หลักสูตร กระบวนการการเรียนการสอน ระบบการบริหารจัดการ ล้วนเป็น สิ่งที่ท้าทายศตวรรษที่ 21 ทำอย่างไรให้บริหารจัดการผลิตบัณฑิตที่ทำงานได้ ตรงตามอาชีพ มหาวิทยาลัยต้องเปิดกว้าง จัดการเรียนการสอนร่วมกับภาคเอกชน เพราะอุตสาหกรรมเปลี่ยนไป ต้องให้เด็กไปเรียนในอุตสาหกรรมมากขึ้น ระบบสหกิจ ภาคเรียนเดียว เป็นสิ่งที่ไม่เพียงพอ ต้องมากกว่า 1 ภาคเรียน 1 ปี หรือสถานศึกษาต้องมีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็ก มีแหล่งผลิตขนาดเล็ก รับงานมาทำและให้เด็กฝึกปฏิบัติ อุดมศึกษาต้องเปลี่ยนตัวเองจากการสอนมาพัฒนาบัณฑิต ศูนย์ฝึกอบรมระยะสั้นระยะยาวเป็นการเทียบโอนการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมถึง ดำเนินการสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่” ประเสริฐ กล่าว
มทร.ธัญบุรี เข้าร่วมโครงการและจัดทำหลักสูตรพันธุ์ใหม่ 17 หลักสูตร รองรับใน 10 อุตสาหกรรม แบ่งเป็นระดับปริญญาตรี 9 หลักสูตร และหลักสูตรระยะสั้น 8 หลักสูตร อาทิ หลักสูตรอุตสาหกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมระบบราง, การพัฒนากำลังแรงงานด้านอุตสาหกรรมอากาศยาน, หลักสูตรอุตสาหกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์อากาศยาน, หลักสูตร วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมแมคคาทรอนิกส์ หรือหลักสูตรระยะสั้น โครงการฝึกอบรมพัฒนากำลังคนด้านอากาศยานระยะสั้น (Non-Degree), โครงการฝึกอบรมระยะสั้น Train the Trainer หลักสูตร THAI MEISTER MECHATRONICS เป็นต้น
ดึงเอกชนร่วมสร้างชาติ
พยุง ศักดาสาวิตร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทย ออโต ทูลส์ แอนด์ ดาย จำกัด หนึ่งในบริษัทเอกชนที่ร่วมกับ มทร.ธัญบุรี ในการสร้างหลักสูตรพันธุ์ใหม่ หลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์ สาขาแมคคาทรอนิกส์ กล่าวว่าหลักสูตรพันธุ์ใหม่ของ มทร.ธัญบุรี เป็นความร่วมมือกับภาคเอกชนในการผลิตกำลังคนรองรับการขาดแคลนในตอนนี้ และอนาคตถ้าประเทศจะแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางเป็นรายได้สูง ต้องมีกำลังคนที่สามารถผลิตหุ่นยนต์และใช้ระบบอัตโนมัติได้ ซึ่งไม่ใช่เป็นวิศวกรด้านใดด้านหนึ่ง แต่ต้องรวมศาสตร์ วิศวกรแมคคาทรอนิกส์ เป็นการเรียนวิศวกรรมเครื่องกล ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ เข้าด้วยกัน บัณฑิตจะสามารถทำงานได้ทันที
เพราะนักศึกษา คณาจารย์ได้เรียนรู้ทั้งวิชาการในห้องเรียน และมาเรียน มาฝึกปฏิบัติที่บริษัท เมื่อเรียนรู้และทำงานจริงจะก่อให้เกิดการพัฒนาบัณฑิตที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรม และภาคเอกชนก็จะได้องค์ความรู้ใหม่ร่วมด้วย
“การสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่ เป็นการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชน ภาคการศึกษาได้ร่วมกันสร้างกำลังคน นวัตกรรม งานวิจัยเพื่อพัฒนาชาติ อยากเชิญชวนให้มหาวิทยาลัยและเอกชน จับมือเป็นพาตเนอร์ร่วมกัน ต้องลงทุนร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมชั้นสูง แข่งขันและก้าวพ้นกับดักของประเทศรายได้ปานกลางให้ได้” พยุง กล่าว

แสดงความคิดเห็น

[fbcomments count="off" num="5"]