ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2564
นับเป็นอีกครั้งที่กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (DOW) ประกาศ เป้าหมายให้ความสำคัญเรื่องความ ยั่งยืนในการลดปริมาณขยะพลาสติก ทั้งยัง ป้องกันไม่ให้ขยะพลาสติกหลุดรอด ออกสู่สิ่งแวดล้อมตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน
ด้วยการจับมือกับภาคประชาคมวิจัย ได้แก่ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ลงนามบันทึกข้อตกลง “ความร่วมมือ ภาคีเครือข่าย ขยะทะเล…สู่…การเพิ่ม รายได้ชุมชนระยอง” โดยร่วมกับวิสาหกิจชุมชนส่งเสริมอาชีพชุมชนเกาะกก และหมู่บ้านเอื้ออาทร จ.ระยอง (วังหว้า)
ทั้งยังส่งเสริมให้ทั้ง 2 ชุมชนนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ ด้วยการถ่ายทอดนวัตกรรมการผลิตวัสดุก่อสร้างจากพลาสติกใช้แล้วให้กับชุมชน เพื่อหวังสร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต และลดปัญหาขยะในทะเลไทยอย่างยั่งยืน
ตลอดเวลาผ่านมากลุ่มดาว ประเทศไทย ให้การสนับสนุนหลายโครงการที่เกี่ยวข้อง กับการจัดการปัญหาพลาสติกมาโดยตลอด ยกตัวอย่าง การเข้าร่วมเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง PPP Plastic ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานเชื่อม เครือข่ายเพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยการนำพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ เน้นให้ความรู้การแยกขยะที่ต้นทางให้กับ ชุมชนหลายแห่งทั่วประเทศ รวมถึงโครงการถนนพลาสติกที่ร่วมกับเอสซีจี พัฒนาเทคโนโลยีการทำถนนจากพลาสติกใช้แล้ว โดยพัฒนาให้เหมาะสมกับสภาพอากาศและการใช้งานในประเทศ ทั้งยัง ร่วมกับบริษัทอื่น ๆ ในการส่งเสริมการบริหาร จัดการพลาสติกในประเทศไทย
“ฉัตรชัย เลื่อนผลเจริญชัย” ประธานบริหาร กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าวว่า ในฐานะที่ดาวเป็นหนึ่งในบริษัทด้าน materials science รายใหญ่ที่สุดของโลกจึงตระหนักถึงปัญหาพลาสติกใช้แล้วที่หลุดรอดไปสู่สิ่งแวดล้อม และพยายามหาวิธีการต่าง ๆ เข้ามาจัดการอย่างยั่งยืน
“โดยตั้งเป้าจะช่วยหยุดขยะพลาสติก ทั้งยังมุ่งมั่นผลักดันให้พลาสติกใช้แล้วจำนวน 1 ล้านตันจากทั่วโลกถูกเก็บกลับมาใช้ประโยชน์หรือรีไซเคิล ซึ่งความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายครั้งนี้ก็ เป็นอีกหนึ่งในโครงการที่จะนำผลงาน ด้านการศึกษา และงานวิจัยแต่ละแห่ง มาใช้ประโยชน์ ซึ่งดาวพร้อมที่จะเป็นฟันเฟืองในการประสานงานระหว่างประชาคมวิจัย และกลุ่มชุมชน เพื่อให้ โครงการประสบความสำเร็จ”
“โครงการความร่วมมือระหว่างภาคประชาคมวิจัยและชุมชนระยอง นับเป็นการต่อยอดจากโครงการเก็บขยะชายหาดระยองที่กลุ่มดาวดำเนินมาตลอด ในวันอนุรักษ์ชายฝั่งสากล ซึ่งตรงกับ วันเสาร์ที่ 3 ของเดือนกันยายนทุกปี และจากการสังเกตขยะที่เก็บได้ส่วนใหญ่ บริเวณชายหาดล้วนเป็นถุงพลาสติก ขวดพลาสติกหลากหลาย”
“สิ่งเหล่านี้เล็งเห็นว่าหากทิ้งไว้นาน หรือมีการเคลื่อนตัวลงไปลอยแช่ในน้ำทะเลเป็นระยะเวลานาน ไม่เพียงแต่ทำลาย ระบบนิเวศ ยังทำให้คุณสมบัติบางอย่าง ของพลาสติกสูญเสียไปด้วย ทั้งนี้ การจะนำกลับมาใช้ใหม่ หรือเก็บเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลจะทำได้ยาก แต่ขณะเดียวกัน ยังพอมีองค์ประกอบบางส่วนที่ใช้งานได้ แทนที่จะทิ้งแต่นำไปประกอบเป็นวัสดุก่อสร้าง และสามารถสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ ที่สุดจึงเป็นความร่วมมือขึ้น”
“ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง” ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า การร่วมมือครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการนำ ผลงานการวิจัย และนวัตกรรมของ แผนงาน “วิจัยท้าทายไทย ทะเลไทย ไร้ขยะ” สู่การนำไปใช้ประโยชน์ได้ อย่างเป็นรูปธรรมในการแก้ไขและลดปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากขยะพลาสติก
“โดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้ขยะพลาสติกเพื่อ สร้างรายได้แก่ชุมชน สร้างเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่ จนก่อให้เกิดการผลักดันนโยบายและสร้าง ความตระหนักต่อปัญหาการจัดการขยะ ในวงกว้าง รวมถึงยังสร้างระบบเศรษฐกิจแบบหมุนเวียนที่มุ่งลดของเสีย และ ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด”
“วช.ในฐานะหน่วยงานวิจัยจะ สนับสนุนชุมชนด้วยการนำความรู้ งานวิจัยลงไปถ่ายทอด รวมถึงจะมีการ ร่วมสนับสนุนงบประมาณในการจัดซื้ออุปกรณ์ผลิตวัสดุก่อสร้างจากพลาสติกใช้แล้ว เพื่อทำให้ภาคชุมชนทั้ง 2 แห่ง จากที่เป็นต้นแบบการบริหารจัดการขยะ กลายเป็นต้นแบบนำร่องนำพลาสติกมาผลิตวัสดุก่อสร้าง กระทั่งขยายผลสู่พื้นที่อื่น ๆ ต่อไป”
“ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์” อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มองในอีกมุม ว่า ม.เกษตรศาสตร์เป็นหน่วยงานซึ่งได้รับ จัดสรรทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัย แห่งชาติ ทั้งยังเป็นผู้บริหารแผนงานวิจัย ท้าทายไทย : ทะเลไทยไร้ขยะ ที่มีเป้าประสงค์ ในการจัดการปัญหาขยะพลาสติกในทะเล
“พร้อมกับดำเนินงานการวิจัยใน หลายส่วน อาทิ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมในการรวบรวมจัดเก็บขยะพลาสติกตกค้างทั้งทางบกทางทะเล, การติดตามผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการตกค้างของขยะพลาสติก รวมทั้งนวัตกรรมการนำขยะพลาสติกมาแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม”
“โดยมีเครือข่ายนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เป็นผู้ร่วมดำเนินการ และอย่างที่ทราบ กันดีว่าปัจจุบันพลาสติกคือตัวทำลาย ระบบนิเวศทางทะเล เพราะทำให้เกิด ไมโครพลาสติกอันเป็นตัวร้ายเข้าไปสะสม ในร่างกายสัตว์ทะเล ทั้งยังส่งผลร้ายต่อ สุขภาพมนุษย์ตามมา ฉะนั้น เรื่องนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องขับเคลื่อนในการแก้ปัญหา”
“ผศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด” อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี กล่าวเสริมว่า ม.เทคโนโลยีราชมงคล ธัญบุรี ในฐานะหน่วยงานวิจัยหนึ่งภายใต้ แผนงานวิจัยท้าทายไทย : ทะเลไทยไร้ขยะ ได้วิจัยและออกแบบนวัตกรรมในการ นำขยะพลาสติกจากทะเลมาเป็นวัตถุดิบในวัสดุก่อสร้างที่ชุมชนสามารถผลิตเพื่อจำหน่ายได้เอง เช่น กระเบื้อง พื้นสนาม, กระถางต้นไม้
“เพราะนอกจากจะเป็นการกำจัดขยะพลาสติก ยังเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในระยะยาว ซึ่งเรามีความภูมิใจที่ งานวิจัยที่ประชาคมวิจัยร่วมกันทุ่มเท ได้รับการยอมรับ และถูกนำมาใช้งาน ผ่านการสนับสนุนจากภาคเอกชน และ ความพร้อมของกลุ่มชุมชน ส่วนการนำพลาสติกมาผสมใช้ในวัสดุก่อสร้างจะช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีน้ำหนักเบา และลด การใช้วัสดุที่ใช้แล้วหมดไป เช่น ทราย และหิน หากนำก้อนอิฐไปทำเป็นวัสดุปูพื้น นอกอาคารก็จะช่วยลดความร้อนของ พื้นผิว สามารถเดินหรือทำกิจกรรมในเวลากลางแจ้งได้”
“วัสดุก่อสร้างที่ได้จากโครงการนี้จะมี มาตรฐานเทียบเท่ามาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ใช้สำหรับการก่อสร้างภายนอกอาคาร เช่น บล็อกปูพื้น คอนกรีต บล็อก และขอบคันหิน โดยจะใส่พลาสติกทดแทนหินและทรายในสัดส่วน 0.4-1.5 กิโลกรัมต่อชิ้น หรือประมาณ 6-10% ของ น้ำหนักทั้งหมด ซึ่งราคาไม่ต่างจากวัสดุทั่วไป ทั้งยังมีความคงทนเทียบเท่าของเดิม อีกด้วย”
“สำหรับความคุ้มค่า ผมมองว่าเดิมที พลาสติกเป็นสิ่งที่เราต้องเสียเงินในการกำจัดด้วย ฉะนั้น การนำมาใช้ประโยชน์ใหม่ หรือผสมให้เกิดเป็นชิ้นงานใหม่ขึ้นมา จึงเป็นการลดต้นทุนในการกำจัด พลาสติกในประเทศด้วย ผมมองว่า งานนี้คุ้มค่าเพราะนำไปประยุกต์ใช้ ได้จริงในเชิงอุตสาหกรรม คาดว่า เมื่อทำสำเร็จจะสร้างรายได้ให้ชุมชนถึงกว่า 400,000-1,500,000 บาทต่อปี ทั้งยังช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกกว่า 30,000 กิโลกรัมต่อปี ซึ่งจะ เป็นประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจและ สิ่งแวดล้อม”
“สำราญ ทิพย์บรรพต” ประธานวิสาหกิจชุมชน ส่งเสริมอาชีพชุมชนเกาะกก กล่าวเสริมว่า ชุมชนเกาะกกเป็น การรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อผลิตสินค้า เกษตร และการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อจำหน่ายเป็นหลัก มีทั้งวางขายหน้าร้านและ บนเว็บไซต์ของชุมชน รวมถึงตลาดอื่น ๆ ทั้งลาซาด้า, เว็บไซต์ไปรษณีย์ไทย
“โดยหัวใจหลักการทำงานของชุมชนแบ่งออกเป็น 2 ด้านคือ ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างงานสร้างรายได้ ให้แก่คนในชุมชน ส่วนอีกด้านคือ ชุมชน ด้วยการส่งเสริมให้รวมกลุ่มกัน โดยแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม เพื่อผลิตแปรรูปสินค้าจำหน่าย”
“ซึ่งโครงการเปลี่ยนพลาสติกเป็นวัสดุก่อสร้างครั้งนี้ นับเป็นการต่อยอด สู่เรื่องสิ่งแวดล้อมที่ชุมชนมุ่งเน้น จะดำเนินอย่างจริงจัง เพราะนอกจาก จะช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ยัง ตอบโจทย์ในเรื่องเศรษฐกิจสังคมด้วย คิดว่าโครงการนี้จะทำให้เกิดการสร้าง ทักษะเล็ก ๆ และสร้างงานใหม่ ๆ ให้กับ ชุมชน”
“สายัณห์ รุ่งเรือง” ประธานชุมชนหมู่บ้านเอื้ออาทรจังหวัดระยอง (วังหว้า) กล่าวในตอนท้ายว่า ชุมชนของเราเป็น ต้นแบบการบริหารจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง โดยจะให้ผู้อาศัยในชุมชน คัดแยกขยะเป็น 2 ประเภทคือ ขยะทั่วไปและขยะรีไซเคิล เพื่อง่ายต่อการคัดแยก และจะมีจุดทิ้งขยะอันตรายไว้
“จากนั้นจะมีจิตอาสาของชุมชนเก็บขยะตามบ้าน แบ่งวันเวลาชัดเจน ขยะที่ใช้ได้จะนำส่งเทศบาลเมืองแกลงเพื่อทำลายอย่างถูกวิธี ส่วนขยะที่เหลือ ไม่สามารถรีไซเคิลได้จะนำมาทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น กิจกรรมโรงเลี้ยงไส้เดือน, กิจกรรมโรงหมักน้ำชีวภาพ, กิจกรรมปุ๋ยหมักชีวภาพ”
“อีกทั้งยังมีการจัดตั้งธนาคารขยะรีไซเคิลให้ผู้อาศัยนำขยะรีไซเคิล มาขาย และแลกของใช้ส่วนตัว หรือของใช้ครัวเรือนได้ เพื่อให้พวกเขา รู้ถึงคุณค่าของขยะรีไซเคิล ทั้งยังเป็น การช่วยจำกัดขยะตั้งแต่ต้นทางไป จนถึงปลายทาง และจากการดำเนินการ ผ่านมาทำให้เราเป็นชุมชนต้นแบบ มีหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศมาเยี่ยมชมโครงการอย่างต่อเนื่อง”
“โดยเรามุ่งหวังว่าโครงการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างงานใหม่ ๆ แก่คนในชุมชน ทั้งยังช่วยส่งเสริมระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน อันส่งผลให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม”
ด้วยการเป็นต้นแบบของความร่วมมือ ในการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีมา แก้ปัญหาในชุมชน เพื่อสร้างคุณภาพชีวิต ที่ดี จนนำไปสู่สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
“คาดว่าโครงการจะสร้างรายได้ให้ชุมชนกว่า 400,000-1,500,000 บาทต่อปี และช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกกว่า 30,000 กิโลกรัมต่อปี”
